สาระน่ารู้
สรุปข่าวการประชุมคณะรัฐมนตรีวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569
วันนี้ 3 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 10.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งสรุปสาระสำคัญดังนี้
|
กฎหมาย |
1. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงการอนุญาตนำสุราเข้ามาในราชอาณาจักร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เพื่อปรับปรุงกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง ตามนโยบายสนับสนุนภาคการท่องเที่ยว
2. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .…
|
เศรษฐกิจ-สังคม |
3. เรื่อง มาตรการรองรับฤดูแล้ง ปี 2568/2569
4. เรื่อง รายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง การส่งเสริมให้ผู้ประกอบธุรกิจที่พักขนาดกลางและขนาดเล็กที่มิใช่ โรงแรมให้ได้รับใบอนุญาตเพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน กรณีศึกษา : จังหวัดภูเก็ตของคณะกรรมาธิการการพาณิชย์และการอุตสาหกรรม วุฒิสภา
5. เรื่อง ขอยกเว้นมติคณะรัฐมนตรีที่ห้ามใช้ประโยชน์ป่าชายเลน เพื่อให้มหาวิทยาลัยบูรพา ใช้เป็นสถานที่ตั้งมหาวิทยาลัยบูรพา วิทยาเขตจันทบุรี
6. เรื่อง ขอยกเว้นมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2534 มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2543 และมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2543 กรณีองค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่ขออนุญาตใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าชายเลน
7. เรื่อง การปรับลดอัตรา FIDF Fee เป็นการชั่วคราวระยะเวลา 1 ปี สำหรับดำเนินมาตรการทางการเงิน เพื่อช่วยยกศักยภาพเศรษฐกิจและช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย
8. เรื่อง ขอความเห็นชอบให้ข้าราชการทุกประเภท พนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราว ของส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ และพนักงานรัฐวิสาหกิจ ลาเข้าร่วมโครงการบรรพชาอุปสมบทเพื่อถวายพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงโดยไม่ถือเป็นวันลา
|
ต่างประเทศ |
9. เรื่อง รายงานผลการจัดสถานะการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาไทยตามกฎหมายการค้าสหรัฐฯ มาตรา 301พิเศษ (Special 301) ประจำปี พ.ศ. 2568
10. เรื่อง ผลการประชุมเวทีหารือทางการเมืองระดับสูงว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน (High – level Political Forum on Sustainable Development: HLPF) ประจำปี ค.ศ. 2025 และแนวทางการขับเคลื่อนวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2030 ของไทย
|
แต่งตั้ง |
11. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงศึกษาธิการ)
12. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงการต่างประเทศ)
13. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์)
14. เรื่อง แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์)
15. เรื่อง แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบันการบินพลเรือน (กระทรวงคมนาคม)
16. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแทนกรรมการที่ลาออกในคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม)
17. เรื่อง การแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (กระทรวงพาณิชย์)
*****************************
|
กฎหมาย |
1. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงการอนุญาตนำสุราเข้ามาในราชอาณาจักร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เพื่อปรับปรุงกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง ตามนโยบายสนับสนุนภาคการท่องเที่ยว
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงการอนุญาตนำสุราเข้ามาในราชอาณาจักร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ
สาระสำคัญของเรื่อง
1. ร่างกฎกระทรวงการอนุญาตนำสุราเข้ามาในราชอาณาจักร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....ที่กระทรวงการคลังเสนอ เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวงการอนุญาตนำสุราเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ. 2560 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวงการอนุญาตนำสุราเข้ามาในราชอาณาจักร (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2562 ซึ่งกฎกระทรวงดังกล่าว มีข้อจำกัดบางประการที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจและส่งผลกระทบต่อการบริหารการจัดเก็บภาษีภายใต้ระบบใบอนุญาต ดังนั้น เพื่อเป็นการลดขั้นตอนการพิจารณาและการอำนวยความสะดวกแก่ผู้นำเข้าในการขออนุญาตนำสุราเข้ามาในราชอาณาจักร ลดข้อจำกัดทางกฎหมายที่เป็นอุปสรรคและเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของการแข่งขันในทางธุรกิจ รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพในการกำกับควบคุมการจัดเก็บภาษีสุราที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรภายใต้ระบบใบอนุญาตโดยการปรับปรุงกฎหมายและนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งจะช่วยผลักดันและสนับสนุนมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวที่มุ่งเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับการท่องเที่ยว สร้างแรงจูงใจให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยของนักท่องเที่ยว ตลอดจนเป็นการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี (28 พฤศจิกายน 2566) กระทรวงการคลัง โดยกรมสรรพสามิตจึงได้ยกร่างกฎกระทรวงดังกล่าวขึ้น โดยมีสาระสำคัญใน 4 ประเด็น สรุป ดังนี้
1) แก้ไขเพิ่มเติมหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับใบอนุญาตนำสุราเข้ามาในราชอาณาจักรประเภทที่ 5 (ใบอนุญาตนำสุราเข้ามาในราชอาณาจักรกรณีอื่น) โดยกำหนดให้อธิบดีกรมสรรพากรมีอำนาจตามกฎหมายในการกำหนดรายละเอียดของหลักเกณฑ์และวัตถุประสงค์ของใบอนุญาตนำสุราเข้ามาในราชอาณาจักรประเภทที่ 5 ได้ เพื่อให้เจ้าหน้าที่มีกรอบหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนในการที่จะพิจารณาในการออกใบอนุญาต (เดิม ใบอนุญาตประเภทที่ 5 ได้แก่ ใบอนุญาตนำสุราเข้ามาในราชอาณาจักรกรณีอื่นนอกจากประเภทที่ 1 - 4 ซึ่งไม่มีการกำหนดวัตถุประสงค์ของการนำสุราเข้ามาในราชอาณาจักรที่ชัดเจน ส่งผลให้การนำเข้าสุราในกรณีอื่น ๆ ผู้นำเข้าสามารถมีสิทธิขอใบอนุญาตประเภทที่ 5 ได้ เนื่องจากไม่ได้กำหนดให้อธิบดีกรมสรรพสามิตมีอำนาจในการกำหนดขอบเขตของหลักเกณฑ์ในการพิจารณาเพื่อออกใบอนุญาตประเภทนี้ไว้)
ทั้งนี้ ในเบื้องต้นกรมสรรพสามิตจะประกาศกำหนดใบอนุญาตประเภทที่ 5 เช่น ใบอนุญาตนำสุราเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อส่งออกนอกราชอาณาจักร ใบอนุญาตนำสุราเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบหรือส่วนประกอบในการอุตสาหกรรมอื่นที่มิใช่สุรา ใบอนุญาตนำสุราเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อเป็นตัวอย่างสินค้าหรือมิใช่เพื่อการค้าหรือเพื่อบริโภคครั้งละไม่เกิน 200 ลิตร และใบอนุญาตนำสุราเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งเป็นสุราสามทับเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมเอทิลีนที่ผลิตจากพืช
2) ยกเลิกหลักเกณฑ์เกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้ที่ประสงค์จะขอใบอนุญาตนำสุราเข้ามาในราชอาณาจักรประเภทที่ 1 (ใบอนุญาตนำสุราเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อขาย ซึ่งมิใช่การขายในคลังสินค้าทัณฑ์บนประเภทร้านค้าปลอดอากรตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร) โดยไม่จำเป็นต้องเป็นตัวแทนขายสุราที่จะนำเข้ามาในราชอาณาจักรแต่เพียงผู้เดียว (Sole Agent) (เดิม คุณสมบัติของผู้ที่ประสงค์จะขอใบอนุญาตนำสุราเข้ามาในราชอาณาจักรประเภทที่ 1 นอกจากจะต้องเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตขายสุราประเภทที่ 1 สำหรับการขายสุราทุกชนิดครั้งหนึ่งจำนวนตั้งแต่ 10 ลิตรขึ้นไปแล้ว ยังจะต้องเป็นตัวแทนขายสุราที่จะนำเข้ามาในราชอาณาจักรแต่เพียงผู้เดียวด้วย) และกำหนดข้อยกเว้นให้อธิบดีกรมสรรพสามิตมีอำนาจกำหนดให้ผู้ประสงค์จะขอใบอนุญาตประเภทที่หนึ่งต้องเป็นตัวแทนขายสุราที่จะนำเข้ามาในราชอาณาจักรแต่เพียงผู้เดียวก็ได้ เนื่องจากในระยะแรกกรมสรรพสามิตจะกำหนดให้เฉพาะการนำเข้าสุราแช่ชนิดไวน์และสปาร์กลิ้งไวน์เท่านั้นที่ผู้ขอใบอนุญาตไม่จำเป็นต้องเป็นตัวแทนขายสุราที่จะนำเข้ามาในราชอาณาจักรแต่เพียงผู้เดียวจึงต้องกำหนดให้ผู้ขอใบอนุญาตประเภทที่หนึ่งสำหรับสุราชนิดอื่น ๆ ยังต้องเป็นตัวแทนขายสุราที่จะนำเข้ามาในราชอาณาจักรแต่เพียงผู้เดียวอยู่เช่นเดิม ประกอบกับปัจจุบันกรมสรรพสามิตได้ใช้ระบบตรวจสอบข้อมูลสุรานำเข้าเพื่อประเมินมูลค่าและควบคุมการจัดเก็บภาษีเป็นเครื่องมือในการบริหารการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตสินค้าสุรา ซึ่งมีสุราแช่ชนิดไวน์และสปาร์กลิ้งไวน์เป็นสินค้านำร่องจึงสามารถตรวจสอบราคาเบื้องต้นของสุราแช่ชนิดไวน์และสปาร์กลิ้งไวน์เทียบกับราคาของแหล่งผลิตได้จากราคาอ้างอิงในระบบฐานข้อมูลฯ และสามารถตรวจสอบราคาขายปลีกจริงของสุราแช่ชนิดไวน์และสปาร์กลิ้งไวน์ที่มีการนำเข้าแต่ละรายได้ด้วย นอกจากนี้ ระบบตรวจสอบข้อมูลฯ ยังสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการตรวจสอบเพื่อลดการลักลอบนำเข้าสินค้าที่มิชอบด้วยกฎหมาย และส่งเสริมให้ผู้ประกอบการที่อาจยังไม่อยู่ในระบบภาษีให้เข้ามาอยู่ในระบบควบคุมทางสรรพสามิตได้ตามกฎหมาย
ทั้งนี้ ในอนาคตหากระบบตรวจสอบข้อมูลฯ สำหรับสุราชนิดอื่น ๆ สามารถนำไปใช้ในระบบควบคุมสรรพสามิตได้อย่างเต็มประสิทธิภาพแล้ว อธิบดีกรมสรรพสามิตก็สามารถออกประกาศกรมสรรพสามิตเพื่อยกเลิกหลักเกณฑ์ดังกล่าวได้โดยไม่จำเป็นต้องแก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวงฯ
3) เพิ่มช่องทางการยื่นคำขอใบอนุญาตนำสุราเข้ามาในราชอาณาจักรผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยกำหนดให้สามารถยื่นคำขอใบอนุญาตนำสุราเข้ามาในราชอาณาจักรได้ ณ สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่หรือสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่สาขาแห่งท้องที่ที่สำนักงานศุลกากรหรือด่านศุลกากรที่จะปฏิบัติพิธีการตรวจปล่อยสินค้าตั้งอยู่หรือทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ (เดิม ผู้ประสงค์จะนำสุราเข้ามาในราชอาณาจักรประเภทที่ 1 ต้องยื่นคำขอใบอนุญาตนำสุราเข้ามาในราชอาณาจักรโดยให้ยื่นคำขอ ณ สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่หรือสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่สาขาแห่งท้องที่ที่สำนักงานศุลกากรหรือด่านศุลกากรที่จะนำสุราเข้ามาในราชอาณาจักรตั้งอยู่)
4) ยกเลิกขั้นตอนเกี่ยวกับการอนุมัติฉลากปิดภาชนะบรรจุสุราที่จะนำเข้ามาในราชอาณาจักรในกรณีผู้ประสงค์จะขอใบอนุญาตประเภทที่ 1 และกำหนดให้ยื่นตัวอย่างฉลากสำหรับปิดภาชนะบรรจุสุราที่จะนำเข้ามาในราชอาณาจักรที่มีข้อความและลักษณะตามที่อธิบดีกรมสรรพสามิตประกาศกำหนด (เดิม กำหนดให้ผู้ประสงค์จะนำสุราเข้ามาในราชอาณาจักร ต้องยื่นคำขอใช้ฉลากปิดภาชนะบรรจุสุราให้อธิบดีพิจารณาอนุมัติฉลากก่อนจะยื่นขอใบอนุญาตนำสุราเข้ามาในราชอาณาจักร เนื่องจากฉลากปิดภาชนะบรรจุสุรามีวัตถุประสงค์เพื่อให้สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาของสุราและป้องกันการลักลอบนำสุราที่มิชอบด้วยกฎหมายเข้ามาในราชอาณาจักร) แต่เนื่องจากปัจจุบันกรมสรรพสามิตได้กำหนดให้สามารถยื่นคำขอใช้ฉลากปิดภาชนะบรรจุสุรา ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ จึงสมควรลดขั้นตอนการพิจารณาอนุมัติเพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ผู้นำเข้า
2. ร่างกฎกระทรวงในเรื่องนี้ไม่ได้เป็นการทำให้ภาครัฐสูญเสียรายได้ เนื่องจากเป็นการปรับปรุงหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามกฎหมายเกี่ยวกับการนำสุราเข้ามาในราชอาณาจักร มิได้เป็นการปรับลดอัตราภาษีหรือยกเว้นภาษีและฐานภาษียังคงอยู่ในระดับเดิม จึงไม่กระทบต่อรายได้ภาษีสรรพสามิตสินค้าสุรา
3. กระทรวงการคลัง โดยกรมสรรพสามิตได้ดำเนินการรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างกฎกระทรวงดังกล่าวแล้ว ประกอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงอุตสาหกรรม และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติพิจารณาแล้ว เห็นชอบในหลักการของร่างกฎกระทรวงดังกล่าว โดยกระทรวงอุตสาหกรรมเห็นว่า การบังคับใช้กฎกระทรวงดังกล่าวควรเป็นไปอย่างเสมอภาคและเป็นธรรม เพื่อมิให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน และผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเห็นว่า ควรมอบหมายให้กระทรวงการคลังติดตามประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายฉบับดังกล่าว ทั้งในแง่ของการเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บรายได้ภาษีสรรพสามิตสุรา และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับภาคการท่องเที่ยว รวมถึงผลประโยชน์ต่อเศรษฐกิจในภาพรวม สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่าคณะรัฐมนตรีสามารถพิจารณาอนุมัติหลักการของร่างกฎกระทรวงดังกล่าวได้ ซึ่งเป็นไปตามที่กฎหมายแม่บทให้อำนาจไว้ จึงไม่ได้เป็นกรณีที่คณะรัฐมนตรีกระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการ หรืออันมีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไปตามมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
2. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .…
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาโดยให้รับความเห็นของคณะกรรมการพัฒนาและส่งเสริมองค์การมหาชนไปประกอบการพิจารณาด้วยแล้วดำเนินการต่อไปได้ รวมทั้งให้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม รับความเห็นของสำนักงาน ก.พ. ไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย
สาระสำคัญของเรื่อง
1. ร่างพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .… ที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมเสนอ เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมวัตถุประสงค์และอำนาจหน้าที่ของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สำนักงานฯ) โดยขยายขอบเขตวัตถุประสงค์ของสำนักงานฯ ให้ครอบคลุมถึงการกำหนด เสนอแนะ และจัดทำนโยบาย ตลอดจนขับเคลื่อนและดำเนินงานพัฒนานวัตกรรมของประเทศ อีกทั้งตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) พ.ศ. 2552 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (เดิม) มีข้อจำกัดในเรื่องอำนาจหน้าที่ของสำนักงานฯ ที่ยังไม่ครอบคลุมถึงการถือหุ้นหรือเข้าเป็นหุ้นส่วน (ระบุเพียงการเข้าร่วมทุน) จึงต้องเพิ่มเติมอำนาจหน้าที่ให้สามารถถือหุ้น เข้าเป็นหุ้นส่วน หรือเข้าร่วมทุนกับนิติบุคคลอื่นในกิจการที่เกี่ยวข้องได้ภายใต้เงื่อนไขว่าต้องไม่มีวัตถุประสงค์หลักในการมุ่งแสวงหากำไร และต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด เพื่อให้สอดคล้องกับอำนาจหน้าที่ขององค์การมหาชนตามพระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติมในขณะเดียวกันยังเป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการดำเนินงานตามอำนาจหน้าที่ของสำนักงานฯ ที่จะถูกกำหนดไว้ในร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมธุรกิจสตาร์ตอัป พ.ศ. .... ในส่วนของการให้เงินทุนหรือให้กู้ยืมเงินเพื่อส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจสตาร์ตอัปด้วย
การแก้ไขเพิ่มเติมวัตถุประสงค์และอำนาจหน้าที่ของสำนักงานฯ ตามร่างพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้จะทำให้การดำเนินงานของสำนักงานฯ เป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ลดปัญหาในการตีความอำนาจหน้าที่และอุปสรรคในการปฏิบัติงานที่อาจเกิดขึ้นจากการที่กฎหมายเดิมไม่ได้ระบุอำนาจในการถือหุ้นหรือเข้าเป็นหุ้นส่วนไว้ชัดเจน อีกทั้งยังเป็นการต่อยอดการให้ทุนสนับสนุนผลงานธุรกิจนวัตกรรมและธุรกิจสตาร์ตอัปเพื่อดึงดูดการลงทุนในประเทศอีกด้วย
โดยร่างพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .… มีสาระสำคัญ ดังนี้
|
พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) พ.ศ. 2552 และที่แก้ไขเพิ่มเติม |
ร่างพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .… |
|
1. ขยายขอบเขตวัตถุประสงค์ของ สนช. ให้ครอบคลุมการกำหนด เสนอแนะ และจัดทำนโยบายตลอดจนการขับเคลื่อนและดำเนินงานพัฒนานวัตกรรมของประเทศ เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างเป็นรูปธรรม |
|
|
มาตรา 7 ให้สำนักงานมีวัตถุประสงค์ ดังต่อไปนี้ (1) ส่งเสริม สนับสนุน และดำเนินการพัฒนานวัตกรรมของประเทศซึ่งรวมถึงการพัฒนาโครงการนวัตกรรมในระยะหลังการวิจัยและพัฒนา หรือการต่อยอดจากงานวิจัยและสิ่งประดิษฐ์เชิงพาณิชย์ |
มาตรา 7 ให้สำนักงานมีวัตถุประสงค์ ดังต่อไปนี้ (1) ส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนานวัตกรรมของประเทศซึ่งรวมถึงการพัฒนาโครงการนวัตกรรมในระยะหลังการวิจัยและพัฒนา หรือการต่อยอดจากงานวิจัยและสิ่งประดิษฐ์เชิงพาณิชย์ |
|
2. แก้ไขเพิ่มเติมอำนาจและหน้าที่ของ สนช. เกี่ยวกับการถือหุ้น การเข้าเป็นหุ้นส่วน เพื่อรองรับภารกิจในการต่อยอดกลไกการให้ทุนและสนับสนุนผลงานนวัตกรรมของประเทศสู่เชิงพาณิชย์อย่างยั่งยืน พร้อมทั้งรองรับการดำเนินงานตามอำนาจหน้าที่ที่จะกำหนดไว้ในร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมธุรกิจสตาร์ตอัป |
|
|
มาตรา 8 เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามมาตรา 7 (คงเดิม)
(6) เข้าร่วมทุนกับนิติบุคคลอื่นในกิจการที่เกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของสำนักงาน (คงเดิม)
(9) กระทำการอื่นใดที่จำเป็นหรือต่อเนื่องเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของสำนักงาน
การเข้าร่วมทุนตาม (6) และการกู้ยืมเงินตาม (7) ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด |
มาตรา 8 เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามมาตรา 7 (คงเดิม)
(6) ถือหุ้น เข้าเป็นหุ้นส่วน หรือเข้าร่วมทุน กับนิติบุคคลอื่นในกิจการที่เกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของสำนักงาน โดยต้องไม่มีวัตถุประสงค์หลักในการมุ่งแสวงหากำไร (คงเดิม)
(9) กระทำการอื่นใดที่จำเป็นหรือต่อเนื่องเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของสำนักงาน หรือตามที่นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี หรือคณะกรรมการมอบหมาย
การถือหุ้น เข้าเป็นหุ้นส่วน หรือเข้าร่วมทุนตาม (6) และการกู้ยืมเงินตาม (7) ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด |
2. สำนักงาน ก.พ. เห็นชอบในหลักการของร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว และเห็นว่าสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติฯ ควรให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมด้านการบริหารทรัพยากรบุคคลโดยเสริมสร้างศักยภาพบุคลากรให้มีความรู้และทักษะสอดคล้องกับภารกิจตามกฎหมายที่มีการแก้ไขเพิ่มเติม และควรดำเนินการตามมติคณะกรรมการพัฒนาและส่งเสริมองค์การมหาชน ที่ให้นำความเห็นเกี่ยวกับการจัดให้มีหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการถือหุ้น เข้าเป็นหุ้นส่วน หรือเข้าร่วมทุน กับนิติบุคคลอื่น ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาต่อไปด้วย สำนักงาน ก.พ.ร. (ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการพัฒนาและส่งเสริมองค์การมหาชน) แจ้งว่า คณะกรรมการพัฒนาและส่งเสริมองค์การมหาชนพิจารณาแล้วมีมติเห็นชอบในหลักการ และให้นำความเห็นของคณะกรรมการพัฒนาและส่งเสริมองค์การมหาชนเกี่ยวกับการจัดให้มีหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการถือหุ้น เข้าเป็นหุ้นส่วน หรือเข้าร่วมทุนกับนิติบุคคลอื่น ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเพื่อประกอบการตรวจพิจารณาร่างพระราชกฤษฎีกานี้ต่อไปด้วย ประกอบกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่า คณะรัฐมนตรีสามารถพิจารณาอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาในเรื่องนี้ได้เนื่องจากเป็นการปฏิบัติราชการตามปกติ มิได้เป็นกรณีที่คณะรัฐมนตรีกระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการหรือมีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไปตามมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
|
เศรษฐกิจ-สังคม |
3. เรื่อง มาตรการรองรับฤดูแล้ง ปี 2568/2569
คณะรัฐมนตรีมีรับทราบมาตรการรองรับฤดูแล้ง ปี 2568/2569 (8 มาตรการ) และมอบหมายหน่วยงานดำเนินการตามมาตรการดังกล่าว โดยรายงานให้ กนช. ทราบ พร้อมทั้งสรุปผลการดำเนินงานรายงานคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบต่อไป ตามที่คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) เสนอ
สาระสำคัญของเรื่อง
กนช. รายงานว่า
1. ปฏิทินการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำที่ให้กับหน่วยงานนำไปใช้เป็นกรอบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในช่วงฤดูแล้งที่เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายนและสิ้นสุดวันที่ 30 เมษายน ของปีถัดไป ยกเว้นพื้นที่ภาคใต้ฝั่งตะวันออก ที่เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม และสิ้นสุดวันที่ 31 สิงหาคม ของทุกปี ได้กำหนดการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำออกเป็น 3 กิจกรรม ได้แก่ (1) ช่วงก่อนฤดู คือ การเตรียมการและการสร้างการรับรู้
(2) ช่วงระหว่างฤดู คือ การวิเคราะห์ ติดตาม ประเมินสถานการณ์พื้นที่เสี่ยงภัยและการให้ความช่วยเหลือ และ
(3) ช่วงสิ้นสุดฤดู คือ การประเมินผลเมื่อสิ้นสุดฤดูกาล
2. สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันดำเนินการ
ถอดบทเรียนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำฤดูแล้งปี 2567/2568 และนำผลการถอดบทเรียนไปวางแผนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำรวมถึงจัดทำมาตรการรองรับฤดูแล้ง ปี 2568/2569 เพื่อให้บริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้มีประสิทธิภาพและเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฤดูแล้งตามปฏิทินการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ
โดยมีรายละเอียด ดังนี้
2.1 กรอบแนวทางการวางแผนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำฤดูแล้ง ปี 2568/2569 ดังนี้
|
ประเด็น |
สาระสำคัญ |
|
1) ด้านประมาณน้ำต้นทุน |
ได้มีการคาดการณ์ปริมาณน้ำต้นทุนในเขตชลประทานและนอกเขตชลประทาน ปริมาณน้ำที่นำมาใช้ได้ และแหล่งน้ำบาดาลตามข้อมูลศักยภาพน้ำบาดาล ซึ่งพบว่ามีปริมาณน้ำต้นทุน ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 จำนวน 120,723 ล้านลูกบาศก์เมตร |
|
2) ด้านความต้องการใช้น้ำ |
ได้มีประเมินความต้องการใช้น้ำรายกิจกรรมการใช้น้ำสำหรับวางแผนจัดสรรน้ำ ประกอบด้วย (1) การอุปโภคบริโภค (2) การเกษตร (3) รักษาระบบนิเวศ (4) อุตสาหกรรม และ (5) พาณิชยกรรม/การท่องเที่ยว โดยให้เป็นไปตามลำดับความสำคัญที่คณะกรรมการลุ่มน้ำกำหนดโดยได้มีแผนจัดสรรน้ำฤดูแล้งทั้งประเทศ จำนวน 46,983 ล้านลูกบาศก์เมตร และแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งทั้งประเทศ จำนวน 15.60 ล้านไร่ |
|
3) พื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ |
ได้การประเมินพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ ณ เดือนพฤศจิกายน 2568 ซึ่งพบว่ามีพื้นที่คาดว่าจะเสี่ยงในช่วงฤดูแล้ง ปี 2568/2569 ดังนี้ (1) ด้านอุปโภคบริโภค ได้พบว่าอยู่ในพื้นที่ในเขตบริการของการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) จำนวน 16 จังหวัด และพื้นที่นอกเขตบริการของ กปภ. (ประปาท้องถิ่น) จำนวน 25 จังหวัด (2) ด้านการเกษตร โดยจากการวิเคราะห์สมดุลน้ำรายตำบล พบว่ามีพื้นที่เสี่ยง จำนวน 3 จังหวัด และการประเมินโดย Drought Risk Index (DRI) พบว่ามีพื้นที่ จำนวน 9 จังหวัด (3) ด้านคุณภาพน้ำ ได้มีการเฝ้าระวังแม่น้ำสายหลักในพื้นที่ 22 ลุ่มน้ำ รวมทั้งพื้นที่ในเขตบริการของ กปภ. จำนวน 5 จังหวัด และพื้นที่ในเขตบริการของการประปานครหลวงในพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) ฝั่งตะวันออก จังหวัดนนทบุรี และจังหวัดสมุทรปราการ |
2.2 มาตรการรองรับฤดูแล้ง ปี 2568/2569 ดังนี้
|
มาตรการ |
หน่วยงานรับผิดชอบ |
|
1) ด้านน้ำต้นทุน (Supply) จำนวน 2 มาตรการ |
|
|
มาตรการที่ 1 คาดการณ์ชี้เป้าและแจ้งเตือนพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ (ก่อนและตลอดฤดูแล้ง) |
|
|
(1) เพิ่มประสิทธิภาพการคาดการณ์ ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพื่อบริหารจัดการน้ำได้อย่างต่อเนื่องทั้งฤดูฝนและฤดูแล้ง และจัดทำข้อมูลพื้นที่ที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ รวมถึงการประยุกต์ใช้ภาพดาวเทียมในการคาดการณ์พร้อมทั้งติดตามเฝ้าระวัง และประเมินสถานการณ์ตลอดฤดูแล้ง ได้แก่ ด้านอุปโภค บริโภค ด้านการเกษตร และด้านคุณภาพน้ำ (2) จัดทำระบบฐานข้อมูลกลางที่มีมาตรฐานเพื่อใช้ในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ได้แก่ ความต้องการใช้น้ำและแนวโน้มการขาดแคลน แหล่งน้ำ (ผิวดิน/บาดาล) รวมถึงจัดทำแนวทางการรองรับการขาดแคลนน้ำและการช่วยเหลือ |
(1) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) (2) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดศ.) (3) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) (4) กระทรวงพลังงาน (พน.) (5) กระทรวงมหาดไทย (มท.) (6) กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) (7) สทนช. (8) สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) (9) สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) (10) การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย |
|
มาตรการที่ 2 สร้างความมั่นคงน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตรอย่างมีประสิทธิภาพ (ก่อนและตลอดฤดูแล้ง) |
|
|
(1) พัฒนาระบบประปา ปรับปรุง บำรุงรักษาระบบประปาเดิม และเป่าล้างทำความสะอาดบ่อบาดาล (2) ซ่อมแซมและเพิ่มประสิทธิภาพการกักเก็บน้ำแหล่งน้ำเดิม พัฒนาแหล่งน้ำใหม่ และระบบกระจายน้ำ พร้อมเชื่อมโยงโครงข่ายน้ำและแหล่งน้ำในจุดที่มีศักยภาพ เช่น ขุดลอกแหล่งน้ำหรือลำน้ำ เพิ่มความจุอ่างเก็บน้ำเดิม เจาะบ่อบาดาล (3) จัดทำแผนปฏิบัติการฝนหลวงรองรับพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ และปฏิบัติการเติมน้ำให้กับแหล่งน้ำ พื้นที่เกษตร และพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำตามสภาพอากาศที่เหมาะสม (4) จัดทำแผนปฏิบัติการและปฏิบัติการสูบผันน้ำในพื้นพื้นที่ที่มีศักยภาพ (5) เตรียมความพร้อมเครื่องจักรเครื่องมือให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานและเข้าช่วยเหลือในพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำได้ทันสถานการณ์ |
(1) กษ. (2) ทส. (3) พน. (4) มท. (5) กทม. |
|
2) ด้านความต้องการใช้น้ำ (Demand) จำนวน 3 มาตรการ |
|
|
มาตรการที่ 3 กำหนดแผนจัดสรรน้ำและพื้นที่เพาะปลูกพืชฤดูแล้งบริหารจัดการน้ำให้เป็นไปตามลำดับความสำคัญการใช้น้ำที่คณะกรรมการลุ่มน้ำกำหนด (ก่อนและตลอดฤดูแล้ง) |
|
|
(1) กำหนดแผนการจัดสรรน้ำให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุนและเกณฑ์ปริมาณน้ำต้นทุนฤดูฝน ปี 2569 ให้สอดคล้องกับการคาดการณ์สถานการณ์เอลนีโญ และลานีญา พร้อมบริหารจัดการน้ำให้เป็นไปตามลำดับความสำคัญการใช้น้ำที่คณะกรรมการลุ่มน้ำกำหนด โดยให้คำนึงถึงกิจกรรมการใช้น้ำด้านท้ายน้ำร่วมด้วย เช่น การเลี้ยงปลาในกระชัง เป็นต้น รวมถึงทำแผนปฏิบัติการส่งน้ำ และควบคุมการใช้น้ำของพื้นที่ลุ่มน้ำตอนบนให้เป็นไปตามแผน พร้อมทั้งแจ้งแผนให้ มท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับทราบและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด (2) กำหนดแผนเพาะปลูกพืชฤดูแล้งและขึ้นทะเบียนเกษตรกร โดยระบุพื้นที่คาดการณ์เพาะปลูก และแหล่งน้ำที่นำมาใช้ให้ชัดเจน ในรูปแบบแผนที่ เพื่อให้การเพาะปลูกสอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุน พร้อมทั้งกำหนดมาตรการป้องกันและแก้ไขการเพาะปลูกพืชพื้นที่บอกแผนและพื้นที่ที่ไม่สามารถสนับสนุนน้ำ เพื่อการเพาะปลูกได้ โดยมอบหมายหน่วยงานที่รับผิดชอบประชาสัมพันธ์และสร้างการรับรู้ให้กับเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง (3) กำหนดแผนและควบคุมการจัดสรรน้ำในพื้นที่ลุ่มที่ 11 ทุ่ง และลุ่มน้ำเจ้าพระพระยา สำหรับการเพาะปลูกเพื่อให้เก็บเกี่ยวได้ทันก่อนฤดูน้ำหลาก พร้อมทั้งจัดทำมาตรการเสริมเพื่อส่งน้ำไปยังพื้นที่ลุ่มต่ำเป้าหมาย (4) สำรวจ ตรวจสอบความมั่นคง คันคลอง เขื่อนป้องกันตลิ่ง ถนนที่เชื่อมต่อกับทางน้ำในพื้นที่ที่อาจจะเกิดการทรุดตัวจากระดับน้ำในทางน้ำที่อาจจะลดต่ำกว่าปกติ |
(1) กษ. (2) กระทรวงคมนาคม (คค.) (3) ทส. (4) พน. (5) มท. (6) สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) (7) สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) |
|
มาตรการที่ 4 เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ ประหยัดน้ำ และลดการสูญเสียน้ำในทุกภาคส่วน (ก่อนและตลอดฤดูแล้ง) |
|
|
(1) สนับสนุนข้อมูลทางวิชาการ ถ่ายทอด เผยแพร่ผลการวิจัยและพัฒนา เพื่อนําไปใช้ประโยชน์ในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำภาคการเกษตร และส่งเสริมการปรับเปลี่ยนการเพาะปลูกพืชเพื่อลดความเสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำและเพิ่มรายได้ในพื้นที่ เช่น ปลูกพืชใช้น้ำน้อย หรือพืชที่เหมาะสมกับศักยภาพ ของพื้นที่ และนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการบริหารจัดการน้ำ (2) วางแผนการประหยัดน้ำของหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และประชาชน พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์รณรงค์การใช้น้ำอย่างประหยัด และส่งเสริมสนับสนุน ให้โรงงานอุตสาหกรรม ใช้ระบบ 3R เพื่อลดการใช้น้ำจากแหล่งน้ำต่าง ๆ (3) ลดการสูญเสียน้ำในระบบประปาและระบบชลประทาน ได้แก่ ลดการสูญเสียน้ำในระบบประปา เพิ่มประสิทธิภาพการส่งน้ำในระบบชลประทาน โดยการปรับรอบเวรการส่งน้ำให้สอดรับกับปริมาณความต้องการน้ำของพื้นที่รวมถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียมในการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำและจัดทำปฏิทินรอบเวรการส่งน้ำในพื้นที่เกิดวิกฤติขาดแคลนน้ำ |
(1) กษ. (2) มท. (3) อก. (4) การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (5) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (6) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีแห่งชาติ (7) สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศ และภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน)
|
|
มาตรการที่ 5 เฝ้าระวังและแก้ไขคุณภาพน้ำ (ตลอดฤดูแล้ง) |
|
|
(1) เฝ้าระวัง ตรวจวัด ควบคุม และแก้ไขคุณภาพน้ำในแม่น้ำสายหลักและสายรอง แหล่งน้ำที่รับน้ำจากภาคอุตสาหกรรม การเกษตร และชุมชน รวมถึงปริมาณน้ำระบาย จากทุ่งรับน้ำและพื้นที่น้ำท่วมในช่วงปลายฤดูฝนที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ และคุณภาพน้ำดิบสำหรับผลิตน้ำประปา รวมทั้งเตรียมแผนปฏิบัติการรองรับ กรณีเกิดปัญหาและแจ้งเดือนพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบ พร้อมทั้งรายงานผลการแก้ไข คุณภาพน้ำ (2) สำรวจและจัดทำแผนติดตั้งสถานีตรวจวัดอัตโนมัติเพิ่มเติมในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงปัญหาคุณภาพน้ำ (3) จัดทำแผนที่เฝ้าระวังคุณภาพน้ำในแม่น้ำสายสำคัญ |
(1) กษ. (2) คค. (3) ทส. (4) มท. (5) อก. (6) สทนช. (7) การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
|
|
3.ด้านการบริหารจัดการ (Management) จำนวน 3 มาตรการ |
|
|
มาตรการที่ 6 เสริมสร้างความเข้มแข็งด้านการบริหารจัดการน้ำของชุมชน/องค์กรผู้ใช้น้ำ (ตลอดฤดูแล้ง) |
|
|
(1) เสริมสร้างความเข้มแข็งด้านการบริหารจัดการน้ำของชุมชนและองค์กรผู้ใช้น้ำ ที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ โดยสร้างความรู้ความเข้าใจในการวางแผนการใช้น้ำจากแหล่งน้ำ ที่มีอยู่ การเตรียมจัดหาน้ำสำรองและการกักเก็บให้มีน้ำเพียงพอตลอดฤดูแล้ง รวมทั้งพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพแหล่งน้ำชุมชน และส่งเสริมการบริหารจัดการน้ำ การใช้ทรัพยากรน้ำร่วมกันระหว่างตำบลและองค์กรผู้ใช้น้ำที่อยู่ใกล้เคียงกัน (2) เสริมสร้างความเข้มแข็งด้านเทคนิคในการซ่อมแซมและบำรุงรักษาอาคารบังคับน้ำ เครื่องสูบน้ำ ระบบประปาท้องถิ่น เครื่องจักรเครื่องมืออื่น ๆ (3) ขับเคลื่อนผ่านกลไกองค์กรผู้ใช้น้ำ โดยการส่งเสริม |
(1) กษ. (2) ทส. (3) มท. (4) สทนช. (5) สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) |
|
มาตรการที่ 7 สร้างการรับรู้ ประชาสัมพันธ์ (ก่อนและตลอดฤดูแล้ง) |
|
|
สร้างการรับรู้ประชาสัมพันธ์ สถานการณ์การวางแผนบริหารจัดการน้ำ เละการควบคุมการใช้น้ำเพื่อให้เกิดความร่วมมือในการใช้น้ำอย่างประหยัดและเป็นไปตามแผนที่กำหนดได้อย่างมีประสิทธิภาพการจัดทำแผนประชาสัมพันธ์อย่างเป็นระบบ |
(1) กษ. (2) ทส. (3) มท. (4) สปน. (4) สทนช. (5) สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.) (6) หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง |
|
มาตรการที่ 8 ติดตามและประเมินผลการดำเนินงาน (ตลอดและหลังจากสิ้นสุดฤดูแล้ง) |
|
|
(1) ติดตามผลการดำเนินงานให้เป็นไปตามแผน พร้อมจัดทำระบบการติดตาม มาตรการโดยพัฒนาฐานข้อมูล เช่น พื้นที่เสี่ยง แหล่งน้ำ เครื่องจักรเครื่องมือ และการให้ความช่วยเหลือ เป็นต้น ในรูปแบบออนไลน์ หน่วยงานรายงานผล /การให้ความช่วยเหลือ และหากพบการขาดแคลนน้ำหรือภัยแล้งให้รายงานมายัง สทนช. และคณะกรรมการลุ่มน้ำ (2) ประเมินผลงานตามมาตรการ พร้อมสรุปบทเรียน |
(1) มท. (2) สทนช. (3) คณะกรรมการลุ่มน้ำ (4) หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ
|
3. กนข. ในการประชุมครั้งที่ 5/2568 เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 ได้มีมติเห็นชอบมาตรการรองรับฤดูแล้งปี 2568/2569 และให้ สทนช.เสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบ พร้อมทั้งแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ไปดำเนินการ
ตามมติ กนช. โดยให้เร่งดำเนินการดังนี้
3.1 ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งรัดจัดทำแผนปฏิบัติการรองรับมาตรการรองรับฤดูแล้ง
ปี 2568/2569 หลังจาก กกนช. ให้ความเห็นชอบมาตรการดังกล่าวแล้ว พร้อมทั้งรายงานผลการดำเนินการ
ให้ สทนช. ทุกวันที่ 5 ของเดือนเป็นต้นไปจนกว่าจะสิ้นสุดฤดูแล้ง เพื่อให้การขับเคลื่อนมาตรการเป็นไปตามแผน
และเกิดประสิทธิภาพสูงสุด
3.2 ให้คณะกรรมการลุ่มน้ำ นำมาตรการรองรับฤดูแล้ง ปี 2568/2569 ไปดำเนินการร่วมกับแผนป้องกันเละแก้ไขภาวะน้ำแล้งของลุ่มน้ำ ปี 2568/2569 เพื่อใช้ในการรองรับการบริหารจัดการน้ำช่วงฤดูแล้ง
4. สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกามีความเห็นว่ามาตรการรองรับฤดูแล้งตามที่ กนช. เสนอในครั้งนี้ไม่เข้าข่ายเป็นการดำเนินการตามนัยมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ.2561 ที่จะต้องเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบ แต่ที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีได้มีมติรับทราบเละเห็นชอบตามที่ สทนช. เสนอมาโดยตลอดอันเป็นการดำเนินงานปกติประจำ ไม่มีผลเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการ หรือมีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรียุคต่อไปตามมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญ ดังนั้น คณะรัฐมนตรีสามารถรับทราบมาตรการรองรับฤดูแล้งดังกล่าว และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินการตามที่ กนช. เสนอ
4. เรื่อง รายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง การส่งเสริมให้ผู้ประกอบธุรกิจที่พักขนาดกลางและขนาดเล็กที่มิใช่โรงแรมให้ได้รับใบอนุญาตเพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน กรณีศึกษา : จังหวัดภูเก็ต ของคณะกรรมาธิการการพาณิชย์และการอุตสาหกรรม วุฒิสภา
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบสรุปผลการพิจารณารายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง การส่งเสริมให้ผู้ประกอบธุรกิจที่พักขนาดกลางและขนาดเล็กที่มิใช่โรงแรมให้ได้รับใบอนุญาตเพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน กรณีศึกษา : จังหวัดภูเก็ต ของคณะกรรมาธิการการพาณิชย์และการอุตสาหกรรม วุฒิสภา ตามที่กระทรวงมหาดไทย (มท.) เสนอและแจ้งให้สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาทราบต่อไป
สาระสำคัญของเรื่อง
1. สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา (สว.) ได้เสนอรายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง การส่งเสริมให้ผู้ประกอบธุรกิจที่พักขนาดกลางและขนาดเล็กที่มิใช่โรงแรมให้ได้รับใบอนุญาตเพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน กรณีศึกษา : จังหวัดภูเก็ต ของคณะกรรมาธิการการพาณิชย์และการอุตสาหกรรม วุฒิสภา มาเพื่อดำเนินการ
2. รองนายกรัฐมนตรี (นายอนุทิน ชาญวีรกูล) ในขณะนั้น สั่งและปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรีพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ มท. เป็นหน่วยงานหลักรับรายงานและข้อเสนอแนะไปพิจารณาร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (กก.) กระทรวงการคลัง (กค.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางและความเหมาะสมของข้อเสนอแนะดังกล่าว และสรุปผลการพิจารณาหรือผลการดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวในภาพรวม แล้วส่งให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป
3. มท. ได้เสนอสรุปผลการพิจารณารายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง การส่งเสริมให้ผู้ประกอบธุรกิจที่พักขนาดกลางและขนาดเล็กที่มิใช่โรงแรมให้ได้รับใบอนุญาตเพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน กรณีศึกษา : จังหวัดภูเก็ต ของคณะกรรมาธิการการพาณิชย์และการอุตสาหกรรม วุฒิสภา มาเพื่อดำเนินการ ซึ่งได้พิจารณาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว โดยสรุปผลการดำเนินการ จำนวน 3 ประเด็น ได้ดังนี้
|
ข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการ |
ผลการพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง |
|
1. ข้อเสนอเชิงปฏิบัติ 1.1 ให้จัดตั้ง “ศูนย์บริการขอใบอนุญาตที่พักขนาดกลางและขนาดเล็ก แบบครบวงจร”
1.2 ให้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) อย่างเร่งด่วน เพื่อสร้างความเข้าใจในการพิจารณา/วินิจฉัยข้อกฎหมายที่ถูกต้อง ให้แก่เจ้าพนักงาน ท้องถิ่นในจังหวัดภูเก็ต |
• กรมการปกครองเห็นว่าการจัดตั้ง “ศูนย์บริการขอใบอนุญาตที่ พักขนาดกลางและขนาดเล็กแบบครบวงจร” ในลักษณะการให้บริการแบบ One-Stop Service อาจมีความซ้ำซ้อนกับภารกิจของเจ้าหน้าที่และไม่สอดคล้องกับการใช้จ่ายงบประมาณตามหลักความคุ้มค่า เนื่องจากแต่ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีสถานที่ทำการและเจ้าหน้าที่คอยให้บริการประชาชนตามอำนาจหน้าที่อยู่แล้ว • กรมการปกครองได้แจ้งกรมส่งเสริมการปกครอง ท้องถิ่นดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องแล้ว |
|
2. ข้อเสนอเชิงนโยบาย 2.1 บูรณาการการทำงานร่วมกันของคณะทำงานในการจัดทำคู่มือเพื่อกำหนดขั้นตอนการทำงาน (Work Flow) ที่มีการระบุผู้รับผิดชอบและกำหนดระยะเวลาการอนุมัติอนุญาตไว้ในทุกขั้นตอน
2.2 พัฒนาระบบ E-Licensing สำหรับการขอรับใบอนุญาตโรงแรม พัฒนาแพลตฟอร์ม Smart Licensing สำหรับการขอใบอนุญาตโรงแรมโดยเชื่อมโยงข้อมูลกับกรมที่ดิน กรมโยธาธิการและผังเมืองและสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
2.3 สนับสนุนกองทุนพัฒนาธุรกิจโรงแรมขนาดเล็กให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับการปรับปรุงอาคารเพื่อขอใบอนุญาตโรงแรม
2.4 สนับสนุนโรงแรมขนาดเล็กเข้าสู่มาตรฐานสากลโดยสร้างกลไกเพื่อผลักดันให้ผ่านมาตรฐาน Green Hotel หรือ ASEAN Tourism Standard |
• กรมการปกครองมีการจัดทำคู่มือบริการประชาชนเกี่ยวกับเอกสารหลักฐาน ขั้นตอน ระยะเวลาในการพิจารณาการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรม เผยแพร่ทางเว็บไซต์ ศูนย์บริการประชาชนของกรมการปกครอง รวมถึงหน่วยงานอื่นที่เป็นผู้รับผิดชอบกฎหมายที่เกี่ยวข้องได้มีการจัดทำคู่มือบริการประชาชนและเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ของแต่ละหน่วยงาน • กรมการปกครองมีการพัฒนาแพลตฟอร์มที่รวบรวมการให้บริการประชาชนแบบออนไลน์ทั้งหมดของกรมการปกครองไว้ในช่องทางเดียว ทำให้ประชาชนสามารถขอรับบริการออนไลน์ได้ ทั้งทางเว็บไซต์ citizenservice.dopa.go.th และแอปพลิเคชั่น DOPA Citizen Service พร้อมทั้งมีระบบติดตามและแจ้งเตือนสถานะการอนุมัติ อนุญาตให้แก่ผู้ขอรับบริการด้วย ส่วนข้อเสนอการเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเป็นการจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) เห็นว่าอาจต้องมีหน่วยงานกลางที่มีอำนาจหน้าที่ในการพัฒนาฐานข้อมูลของหน่วยงานรัฐในรูปแบบดิจิทัลเป็นหน่วยงานหลักในการรวบรวมข้อมูลของแต่ละหน่วยงานและประสานให้มีการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน • กค. ได้ดำเนินมาตรการด้านการเงินที่ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (Small and Medium Enterprises : SMEs) ซึ่งรวมถึงผู้ประกอบการธุรกิจที่พักขนาดกลางและขนาดเล็กที่มิใช่โรงแรมสามารถติดต่อสถาบันการเงินเฉพาะกิจที่เกี่ยวข้องเพื่อขอรับความช่วยเหลือได้ เช่น โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ GSB Boost Up โดยธนาคารออมสินสนับสนุนแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำวงเงินสินเชื่อรวม 100,000 ล้านบาท ให้แก่สถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการ โดยสถาบันการเงินนำไปปล่อยสินเชื่อให้แก่ผู้ประกอบการ SMEs • กก. ได้ดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว เช่น การตรวจประเมินและรับรองมาตรฐานการท่องเที่ยวระดับประเทศ และระดับสากลโดยใช้มาตรฐานการท่องเที่ยวเป็นเครื่องมือในการพัฒนาและยกระดับคุณภาพการให้บริการด้านการท่องเที่ยวผ่านกระบวนการตรวจประเมินการรับรองมาตรฐานตามแนวทางสากล
|
|
3. ข้อเสนอเชิงนิติบัญญัติ 3.1 ออกกฎหมายว่าด้วยโรงแรมฉบับใหม่ให้มีความยืดหยุ่นในการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมสำหรับที่พักขนาดกลางและขนาดเล็กทดแทนฉบับเดิมที่ถูกใช้มาอย่างยาวนานโดยเพิ่มหมวดพิเศษสำหรับ “โรงแรมขนาดเล็ก” และ “ที่พักดัดแปลงจากอาคารเดิม” เพื่อส่งเสริมให้โรงแรมขนาดย่อม (SMEs) ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรม 3.2 ให้อำนาจ “คณะกรรมการ/คณะทำงานในระดับจังหวัด” ออกกฎระเบียบ/ข้อกำหนดในการพิจารณา/ให้ความเห็นชอบต่อการนำอาคารประเภทอื่นมาประกอบธุรกิจโรงแรมเป็นรายกรณี |
• กรมการปกครองมีการแก้ไขพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547 ที่มีหลักการและสาระสำคัญทำนองเดียวกัน ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณารายละเอียดของพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547 เพื่อเสนอเข้าคณะกรรมการพิจารณาร่างกฎหมายของ มท. ต่อไป
• กรมการปกครองได้รับข้อเสนอดังกล่าวไว้พิจารณาเพื่อเป็นข้อมูลประกอบการแก้ไขพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547 ต่อไป |
5. เรื่อง ขอยกเว้นมติคณะรัฐมนตรีที่ห้ามใช้ประโยชน์ป่าชายเลน เพื่อให้มหาวิทยาลัยบูรพา ใช้เป็นสถานที่ตั้งมหาวิทยาลัยบูรพา วิทยาเขตจันทบุรี
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการขอยกเว้นมติคณะรัฐมนตรีที่ห้ามใช้ประโยชน์ป่าชายเลน ได้แก่ มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2534 วันที่ 22 สิงหาคม 2543 และวันที่ 17 ตุลาคม 2543
ในที่ดินสาธารณประโยชน์แปลงทุ่งตะเฆ้ตาก สาธารณประโยชน์ ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ จบ 0009 หมู่ที่ 1 ตำบลโขมง อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี เนื้อที่ 450-3-34 ไร่ เพื่อให้มหาวิทยาลัยบูรพาใช้เป็นสถานที่ตั้งมหาวิทยาลัยบูรพา วิทยาเขตจันทบุรี (มหาวิทยาลัยฯ) ตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เสนอ
สาระสำคัญของเรื่อง
1. มหาวิทยาลัยบูรพาได้ขยายวิทยาเขตการศึกษาไปสู่ภูมิภาคและจัดตั้งเป็นมหาวิทยาลัยบูรพา วิทยาเขตจันทบุรี (มหาวิทยาลัยฯ) ในที่ดินสาธารณประโยชน์แปลงทุ่งตะเฆ้ตาก (ทุ่งโขมง) หมู่ที่ 1 ตำบลโขมง อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี เนื้อที่จำนวน 450 ไร่ 3 งาน 34 ตารางวา เพื่อจัดการศึกษา การวิจัย การบริการวิชาการแก่สังคม การทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมและรักษาสิ่งแวดล้อมแก่ชุมชนและประชาชนในท้องถิ่น และได้เริ่มจัดการเรียนการสอน ตั้งแต่ปี 2544 เป็นต้นมา ซึ่งที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นที่ดินของจังหวัดจันทบุรีที่ให้มหาวิทยาลัยฯ ใช้ประโยชน์ตั้งแต่ปี 2539 และเป็นการใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าไม้ก่อนได้รับอนุญาต มหาวิทยาลัยฯ จึงได้ยื่นคำขออนุญาตเข้าทำประโยชน์ในเขตป่าตามมาตรา 54 แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้พุทธศักราช 2484 เพื่อเป็นสถานที่ตั้งมหาวิทยาลัยฯ อย่างไรก็ตาม สำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 1 แจ้งว่า เขตพื้นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยฯ ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ป่าชายเลนทั้งแปลงจะต้องดำเนินการขอยกเว้นมติคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าชายเลนและดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2559 ที่ส่วนราชการเจ้าของเรื่อง ต้องขอความเห็นชอบจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อขอยกเว้นมติคณะรัฐมนตรีที่ห้ามใช้ประโยชน์ป่าชายเลน ได้แก่ มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2534 22 สิงหาคม 2543 และ 17 ตุลาคม 2543 ดังนั้น กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) (มหาวิทยาลัยฯ)
จึงได้ขอให้ ทส. [สำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สป.ทส.)] พิจารณาให้ความเห็นชอบการใช้ประโยชน์ที่ดินป่าชายเลนของมหาวิทยาลัยฯ ซึ่ง ทส. (สป.ทส) ได้แจ้งผลการพิจารณา สรุปได้ว่า พื้นที่ดังกล่าวอยู่ในเขตป่าชายเลน โดยเป็นพื้นที่ที่ไม่มีสภาพป่าในปัจจุบันและได้ใช้ประโยชน์ไปแล้วแต่ยังไม่ได้ดำเนินการขออนุญาตใช้ประโยชน์อย่างถูกต้อง จึงไม่ขัดข้องที่จะให้ อว. โดยมหาวิทยาลัยฯ เข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ป่าชายเลน ประกอบกับพื้นที่ดังกล่าวเป็นคำขออนุญาต ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2568 จึงเข้าข้อยกเว้นกรณีหน่วยงานของรัฐหรือโครงการบางประเภทที่ไม่ต้องจัดสรรงบประมาณค่าปลูกป่าทดแทนตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2565 ในครั้งนี้ อว. จึงประสงค์จะขอยกเว้นมติคณะรัฐมนตรีที่ห้ามใช้ประโยชน์ป่าชายเลน ได้แก่ มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2534 22 สิงหาคม 2543 และ 17 ตุลาคม 2543 ในที่ดินสาธารณประโยชน์แปลงทุ่งตะเฆ้ตาก สาธารณประโยชน์ ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ จบ 0009 หมู่ที่ 1 ตำบลโขมง อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี เนื้อที่ 450 ไร่ 3 งาน 34 ตารางวา เพื่อใช้เป็นสถานที่ตั้งของมหาวิทยาลัยฯ ต่อไป
2. สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า เรื่องนี้เข้าลักษณะเป็นงานปกติประจำ ไม่มีผลเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการ หรือมีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไปตามมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
6. เรื่อง ขอยกเว้นมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2534 มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2543 และมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2543 กรณีองค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่ขออนุญาตใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าชายเลน
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในการขอยกเว้นมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2534 เรื่อง รายงานการศึกษาสถานภาพปัจจุบันของป่าชายเลนและปะการังของประเทศ มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2543 เรื่อง มติคณะกรรมการนโยบายป่าไม้แห่งชาติ เรื่อง การแก้ไขปัญหาการจัดการพื้นที่ป่าชายเลน และมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2543 เรื่อง มติคณะกรรมการนโยบายป่าไม้แห่งชาติ ครั้งที่ 3/2543 เรื่อง การแก้ไขปัญหาการจัดการพื้นที่ป่าชายเลน กรณีองค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่ขออนุญาตใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าชายเลนเพื่อก่อสร้างท่าเทียบเรือโต๊ะกาหรีม หมู่ที่ 3 บ้านโคกยูง ตำบลคลองยาง อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ (โครงการก่อสร้างท่าเทียบเรือโต๊ะกาหรีมฯ) และโครงการก่อสร้างท่าเทียบเรือบ้านทุ่งยอ หมู่ที่ 12 ตำบลคลองพน อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ตามที่ (โครงการก่อสร้างท่าเทียบเรือบ้านทุ่งยอฯ) เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยวในการใช้เส้นทางสัญจร ไป – มา ยังแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลของจังหวัดกระบี่ เพื่อองค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่จะได้นำข้อมูลไปใช้ประกอบในการขออนุญาตต่อกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งต่อไป ตามที่กระทรวงมหาดไทย (มท.) เสนอ
สาระสำคัญของเรื่อง
1. เดิมองค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่ได้มีการก่อสร้างท่าเทียบเรือ โต๊ะกาหรีม ในพื้นที่หมู่ที่ 3 บ้านโคกยูง ตำบลคลองยาง อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่และท่าเทียบเรือบ้านทุ่งยอ ในพื้นที่หมู่ที่ 12 ตำบลคลองพน อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ซึ่งท่าเทียบเรือทั้ง 2 แห่ง เป็นท่าเทียบเรือที่รองรับเรือขนาดเล็ก (ขนาดไม่เกิน 10 ตันกรอส) มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นท่าเทียบเรือประมงพื้นบ้านและอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวในการสัญจรทางน้ำ ต่อมา ท่าเทียบเรือทั้ง 2 แห่งดังกล่าวเกิดการชำรุดทรุดโทรม และเกิดความเสียหายบางส่วนเนื่องจากระยะเวลาที่ใช้งานต่อเนื่องมาอย่างยาวนาน ประกอบกับสภาพแวดล้อมชายฝั่งที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา องค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่จึงมีความประสงค์ที่จะดำเนินการปรับปรุงท่าเทียบเรือ ทั้ง 2 แห่ง อย่างไรก็ตาม การก่อสร้างท่าเทียบเรือเดิมเป็นการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าชายเลน ก่อนได้รับอนุญาต กระทรวงมหาดไทย (มท.) จึงได้ยื่นคำขออนุญาตเพื่อเข้าทำประโยชน์ในเขตป่าชายเลนต่อกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) (สำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม) ตามนัยมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2563 ซึ่ง ทส. (สำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม) ไม่ขัดข้อง และโดยที่คณะรัฐมนตรีได้เคยมีมติเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2534 วันที่ 22 สิงหาคม 2543 และวันที่ 17 ตุลาคม 2543 ห้ามไม่ให้มีการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าชายเลน ดังนั้น มท. จึงขอเสนอคณะรัฐมนตรียกเว้นการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวเพื่อขอใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าชายเลนรวมประมาณ 1,600 ตารางวา สำหรับดำเนินโครงการ ก่อสร้างท่าเทียบเรือโต๊ะกาหรีมและท่าเทียบเรือบ้านทุ่งยอ ทั้งนี้ มท. แจ้งว่า โครงการก่อสร้างท่าเทียบเรือดังกล่าวในครั้งนี้ไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่จะต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม
2. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์พิจารณาแล้วเห็นชอบ ส่วนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า การดำเนินการในเรื่องนี้เข้าลักษณะเป็นการดำเนินงานปกติประจำ ไม่มีผลเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการ หรือมีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไปตามมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
7. เรื่อง การปรับลดอัตรา FIDF Fee เป็นการชั่วคราวระยะเวลา 1 ปี สำหรับดำเนินมาตรการทางการเงินเพื่อช่วยยกศักยภาพเศรษฐกิจและช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบหลักการและแนวทางการดำเนินโครงการกลไกการค้ำประกันสินเชื่อ SMEs Credit Boost (โครงการ SMEs Credit Boost) และมาตรการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้
ที่ประสบสาธารณภัยร้ายแรงอย่างยิ่ง (ระดับ 4)1 (มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ฯ) รวมถึงการปรับลดอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (Financial Institutions Development Fund Fee: FIDF Fee) เป็นการชั่วคราวระยะเวลา 1 ปี เพื่อเป็นแหล่งเงินสำหรับดำเนินมาตรการทางการเงินทั้ง 2 มาตรการข้างต้นต่อไป ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ
สาระสำคัญของเรื่อง
กค. รายงานว่า
1. คณะรัฐมนตรีมีมติ (10 เมษายน 2555) มอบหมายให้ กค. และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รับความเห็นของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ไปพิจารณาดำเนินการ ซึ่งรวมถึงประเด็นการให้ กค. ธปท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการหารืออย่างสม่ำเสมอ
ถึงความเหมาะสมของอัตราการเรียกเก็บเงินนำส่งของสถาบันประกันเงินฝากและ ธปท. โดยคำนึงถึงปริมาณภาระหนี้ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (Financial Institutions Development Fund: FIDF) สถานการณ์ทางเศรษฐกิจโดยรวม และสถานะความมั่นคงของสถาบันการเงิน รวมทั้งความจำเป็นในการขยายภารกิจในการดูแลสถาบันการเงินของ FIDF และแจ้งความคืบหน้าแก่คณะรัฐมนตรีเพื่อทราบอย่างน้อยเป็นรายปี เพื่อให้ภาระหน้าที่ของกองทุนเพื่อช่วยเหลือ FIDF มีความชัดเจนและสถาบันคุ้มครองเงินฝากสามารถกลับมาดำเนินการตามภารกิจหลักได้ตามปกติด้วย
2. คณะรัฐมนตรีมีมติ (2 ธันวาคม 2568) เห็นชอบมาตรการด้านการเงินเพื่อช่วยเหลือ เยียวยาและฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดภาระการชำระหนี้ให้แก่ลูกหนี้ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (Specialized Financial Institutions: SFIs) ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย และเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ลูกหนี้ SFIs เพื่อช่วยเหลือให้ลูกหนี้สามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว ประกอบด้วย (1) โครงการช่วยเหลือ พักเงินต้น ยกดอกเบี้ยให้แก่ผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้เพื่อลดภาระหนี้ให้แก่ลูกหนี้ของ SFIs ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย (2) โครงการสินเชื่อเพื่อเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ เพื่อให้ลูกหนี้เดิมมีสภาพคล่องในการดำรงชีพหรือใช้เป็นเงินทุนในการประกอบอาชีพ หรือซ่อมแซมที่อยู่อาศัยหรือสถานประกอบการ และ (3) โครงการสินเชื่อเพื่อฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ เพื่อให้ผู้ประสบอุทกภัยมีเงินทุนเพื่อซ่อมแซมที่อยู่อาศัย หรือซื้ออุปกรณ์ที่เกี่ยวเนื่องกับที่อยู่อาศัย หรือฟื้นฟูการประกอบอาชีพ รวมถึงมอบหมายให้ กค. ประสาน ธปท. พิจารณาแนวทางให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ที่ไม่ใช่ลูกหนี้ของ SFIs ที่ประสบอุทกภัยให้เหมาะสมและสอดคล้องกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องโดยเร็วต่อไป
3. ธปท. จึงร่วมกับภาคสถาบันการเงินเสนอมาตรการทางการเงินเพื่อช่วยยกศักยภาพเศรษฐกิจและช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ซึ่งประกอบด้วย (1) โครงการ SMEs Credit Boost เพื่อช่วยประคับประคองและขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะข้างหน้าและ (2) มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ฯ เพื่อให้ความช่วยเหลือดังกล่าวสอดคล้องกับมาตรการของ SFIs โดยมีรายละเอียดสรุปได้ ดังนี้
3.1 โครงการ SMEs Credit Boost
|
หัวข้อ |
รายละเอียด |
|
หลักการ |
เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (Small and Medium Enterprises : SMEs) ที่มีศักยภาพสามารถเข้าถึงสินเชื่อที่จำเป็น ต่อการยกระดับศักยภาพและเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะยาว โดยจัดให้มีกลไกที่สถาบันการเงินร่วมกันชดเชยความเสียหายด้านเครดิต (Credit Cost) จากสินเชื่อธุรกิจที่ปล่อยใหม่ให้กับผู้ประกอบการกลุ่มเป้าหมายโดยเน้นที่กลุ่ม SMEs ที่อยู่ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย หรือผู้ประกอบการที่มีแผนยกระดับศักยภาพ พัฒนาความสามารถในการแข่งขัน หรือสร้างมูลค่าเพิ่มต่อเศรษฐกิจไทย ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด ได้แก่ 1) เพดานวงเงินสินเชื่อต่อลูกหนี้ เพื่อดูแลให้ประโยชน์ของมาตรการกระจายตัวอย่างทั่วถึง 2) เงื่อนไขการจัดสรรวงเงินชดเชยความเสียหายต่อสถาบันการเงินเพื่อเอื้อให้สถาบันการเงินบริหารได้อย่างคล่องตัว และ 3) การกำหนดเงื่อนไขการชดเชยอื่น ๆ เพื่อป้องกัน Moral Hazard ของทั้งสถาบันการเงินและลูกหนี้ |
|
คุณสมบัติลูกหนี้
|
ลูกหนี้กลุ่มเป้าหมายต้องมีคุณสมบัติทุกข้อ ดังนี้ (1) เป็นผู้ประกอบการที่เป็นบุคคลสัญชาติไทย หรือนิติบุคคลที่จดทะเบียนในประเทศไทยและมีบุคคลสัญชาติไทยถือหุ้นเกินกว่าร้อยละ 50 ของทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้ว ไม่เป็นบริษัทที่มีหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ยกเว้นบริษัทที่มีหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ) และไม่เป็นผู้ประกอบธุรกิจทางการเงิน (2) ไม่มีส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบ และทุกบัญชีสินเชื่อเดิมต้องไม่มีสถานะบัญชีเป็นสินเชื่อที่มีความเสี่ยงด้านเครดิตเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (Stage 2) ที่เกิดจากการมีวันค้างชำระหรือไม่เป็นสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Stage 3 : NPLs) ตามหลักเกณฑ์ของ ธปท. (3) เป็น SMEs ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย (อุตสาหกรรมที่สอดคล้องกับแนวคิด Reinvent Thailand และโลจิสติกส์) หรือผู้ประกอบการที่มีแผนการยกระดับศักยภาพธุรกิจ หรือพัฒนาความสามารถในการแข่งขัน หรือสร้างมูลค่าเพิ่มต่อเศรษฐกิจไทย |
|
ประเภทสินเชื่อ
|
ต้องเป็นสินเชื่อที่สถาบันการเงินปล่อยใหม่ภายในระยะเวลา 2 ปี นับแต่วันเริ่มมาตรการเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2569 ทั้งสินเชื่อที่มีกำหนดระยะเวลา (Term loan) และสินเชื่อหมุนเวียน (Working capital) ที่ให้กับ SMEs ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย หรือให้กับผู้ประกอบการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับศักยภาพธุรกิจ พัฒนาความสามารถในการแข่งขัน หรือสร้างมูลค่าเพิ่มต่อเศรษฐกิจไทยโดยไม่รวมสินเชื่อเงินเบิกเกินบัญชี (Overdraft) ซึ่งสินเชื่อดังกล่าวต้องไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อชำระคืนสินเชื่อเดิมและต้องเป็นสินเชื่อที่ยังไม่ได้รับการค้ำประกันโดยบรรษัทประกัน สินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม |
|
วงเงินสินเชื่อใหม่ต่อราย |
(1) สำหรับธุรกิจ SMEs ต้องไม่ต่ำกว่า 100,000 บาท แต่รวมทุกสถาบันการเงินต้องไม่เกิน 100 ล้านบาท (2) สำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ รวมทุกสถาบันการเงินต้องไม่เกิน 150 ล้านบาท |
|
ระยะเวลาการชดเชยความเสียหาย |
ครอบคลุมตามอายุวงเงินสินเชื่อจริง แต่ไม่เกิน 7 ปี นับจากวันที่สถาบันการเงินอนุมัติวงเงินสินเชื่อ |
|
วงเงินชดเชยรวมและอัตราการชดเชยความเสียหายสูงสุด
|
วงเงินชดเชยรวมของมาตรการไม่เกิน 20,000 ล้านบาท โดยจะจำกัดวงเงินชดเชยสำหรับ ธุรกิจขนาดใหญ่ไว้ไม่เกิน 5,000 ล้านบาท เพื่อป้องกันการกระจุกตัวอยู่ที่ธุรกิจขนาดใหญ่และเพื่อช่วยให้ SMEs ได้รับประโยชน์จากมาตรการอย่างเต็มที่ ทั้งนี้ ได้กำหนดอัตราการชดเชยความเสียหายสูงสุดแตกต่างกันตามขนาดของกิจการ เพื่อสะท้อนระดับความเสี่ยงและอัตราส่วนการสูญเสียที่แตกต่างกัน |
|
เงื่อนไขอื่น ๆ เพื่อป้องกันการเกิด Moral hazard
|
ให้สถาบันการเงินเป็นผู้พิจารณาคัดเลือกลูกหนี้ที่เข้าร่วมมาตรการ โดยสถาบันการเงินต้องเสนอปรับโครงสร้างหนี้ให้แก่ลูกหนี้อย่างน้อย 1 ครั้ง ก่อนยื่นขอรับเงินชดเชย และหากตรวจพบในภายหลังว่าสินเชื่อที่เบิกเงินชดเชยความเสียหายไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดหรือเกิดจากเหตุไม่สุจริตสถาบันการเงินต้องคืนเงินชดเชยกลับเข้าบัญชีกลางทั้งหมด |
|
วิธีการดำเนินมาตรการ
|
จัดให้มีบัญชีกลางไว้สำหรับรองรับความเสียหายจากการปล่อยสินเชื่อใหม่ โดยแต่ละสถาบันการเงินจะได้รับจัดสรรวงเงินชดเชยความเสียหายที่อ้างอิงกับวงเงินสินเชื่อปล่อยใหม่และอัตราการชดเชยความเสียหายตามขนาดธุรกิจและจะเบิกเงินชดเชยความเสียหายที่เกิดจากสินเชื่อปล่อยใหม่ที่เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Non - Performing Loans: NPLs) เมื่อพ้นระยะเวลาที่กำหนดได้สูงสุดตามยอดหนี้ต้นเงินคงเหลือสุทธิ (ไม่รวมดอกเบี้ย) ซึ่งยอดชดเชยความเสียหายสะสมทุกสัญญารวมแล้วต้องไม่เกินวงเงินชดเชยความเสียหายที่แต่ละสถาบันการเงินได้รับการจัดสรร |
|
ผลที่คาดว่าจะได้รับ
|
คาดว่าจะช่วยสนับสนุนให้เกิดการปล่อยสินเชื่อใหม่แก่ธุรกิจ SMEs ประมาณ 100,000 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 5 ของยอดคงค้างสินเชื่อ SMEs รวม เพื่อนำไปใช้ในกิจการหรือยกระดับศักยภาพทางธุรกิจซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศในระยะยาว |
3.2 มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ฯ
|
หัวข้อ |
รายละเอียด |
||||||||||||||
|
หลักการ
|
เพื่อให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ของสถาบันการเงินและบริษัทลูกในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน (บริษัทลูกฯ) ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในเขตพื้นที่ที่เกิดสาธารณภัยร้ายแรงอย่างยิ่ง (ระดับ 4) |
||||||||||||||
|
คุณสมบัติลูกหนี้ |
ลูกหนี้รายย่อยและ SMEs ที่บัญชีสินเชื่อไม่มีสถานะเป็น NPLs ตามหลักเกณฑ์ของ ธปท. ณ วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 |
||||||||||||||
|
ประเภทสินเชื่อและวงเงินสินเชื่อสูงสุดภายใต้มาตรการ
|
|
||||||||||||||
|
วิธีการดำเนินมาตรการ
|
สถาบันการเงินและบริษัทลูกฯ พิจารณาพักชำระหนี้เงินต้น และยกเว้นดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นให้กับลูกหนี้ SMEs และรายย่อยที่เป็นลูกหนี้ดีเป็นระยะเวลาไม่เกิน 12 เดือน นับจากวันที่ลูกหนี้แจ้งความประสงค์หรือตอบรับ (Opt - In) (ภายในวันที่ 31 มกราคม 2569) โดยครอบคลุมสินเชื่อธุรกิจ SMEs และสินเชื่ออุปโภคบริโภคตามวงเงินรวมต่อรายต่อกลุ่มธุรกิจทางการเงินที่กำหนด ซึ่งเป็นไปในแนวทางที่สอดคล้องกับความช่วยเหลือของ SFIs ทั้งนี้ ในกรณีที่สถาบันการเงินและบริษัทลูกฯ ตกลงร่วมกับลูกหนี้ที่จะพักชำระหนี้เงินต้นและยกเว้นดอกเบี้ยก่อนวันที่แจ้งความประสงค์ให้สามารถดำเนินการได้ไม่เกิน 12 เดือน นับจากวันที่ตกลงร่วมกันว่าจะเริ่มพักชำระหนี้เงินต้นและยกเว้นดอกเบี้ยดังกล่าว |
||||||||||||||
|
ระยะเวลารับคำขอเข้าร่วมมาตรการ |
ลูกหนี้ที่มีคุณสมบัติตามที่กำหนดสามารถติดต่อสถาบันการเงินและบริษัทลูกฯ เพื่อแจ้งความประสงค์หรือตอบรับได้ภายในวันที่ 31 มกราคม 2569 |
||||||||||||||
|
ผลที่คาดว่าจะได้รับ |
คาดว่าลูกหนี้รายย่อยและ SMEs ของสถาบันการเงินและบริษัทลูกฯ ที่ได้รับผลกระทบจาก อุทกภัยในเขตพื้นที่ที่เกิดสาธารณภัยร้ายแรงอย่างยิ่ง (ระดับ 4) จะได้รับการพักชำระหนี้เงินต้นและยกเว้นดอกเบี้ย ซึ่งจะช่วยลดภาระการชำระหนี้และสนับสนุนให้ลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยกลับมาดำเนินชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว |
ทั้งนี้ การดำเนินการตามโครงการ SMEs Credit Boost และมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ฯ คาดว่าจะใช้เงินรวมทั้งสิ้นประมาณ 23,400 ล้านบาท โดยอาศัยแหล่งเงินจากการปรับลดอัตรา FIDF Fee ซึ่ง ธปท. พิจารณาแล้วเห็นควรปรับลดอัตรา FDF Fee ตามมาตรา 8 แห่งพระราชกำหนดปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2555 จากอัตราร้อยละ 0.46 ต่อปี เป็นร้อยละ 0.32 ต่อปี เป็นการชั่วคราว ระยะเวลา 1 ปี สำหรับรอบการนำส่งเงินประจำปี 2569 เพื่อรองรับการใช้เงินสำหรับมาตรการทางการเงินเพื่อช่วยยกศักยภาพเศรษฐกิจและช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ทั้งนี้การปรับลดอัตรา FIDF Fee ดังกล่าวไม่มีผลกระทบกับแผนการชำระหนี้ของ FIDF ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ที่ได้รายงานต่อสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ เนื่องจากเงินนำส่ง ที่เรียกเก็บจากสถาบันการเงินยังเพียงพอสำหรับการชำระหนี้เงินกู้ที่ กค. กู้เพื่อช่วยเหลือ FIDF ในช่วงเวลาดังกล่าว และประมาณการว่าการชำระคืนหนี้จะแล้วเสร็จภายในปี 2575
___________________
1 ระดับความรุนแรงของสาธารณภัย มี 4 ระดับ โดยระดับ 4 เป็นระดับสูงสุด หมายถึง สาธารณภัยขนาดใหญ่ที่มีผลกระทบร้ายแรงอย่างยิ่งต่อชีวิต ทรัพย์สินและขวัญกำลังใจของประชาชนทั้งประเทศ หรือเป็นสถานการณ์ฉุกเฉิน ผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หรือผู้ได้รับมอบหมาย) ไม่สามารถที่จะควบคุมสถานการณ์และระงับภัยได้ นายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายจะเป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์เข้าควบคุมสถานการณ์ โดยเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 นายกรัฐมนตรีได้ประกาศยกระดับการจัดการสาธารณภัยร้ายแรงอย่างยิ่ง (ระดับ 4) ตามมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 ในพื้นที่จังหวัดสงขลา เนื่องจากเกิดสถานการณ์อุทกภัยรุนแรง
8. เรื่อง ขอความเห็นชอบให้ข้าราชการทุกประเภท พนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราว ของส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ และพนักงานรัฐวิสาหกิจ ลาเข้าร่วมโครงการบรรพชาอุปสมบทเพื่อถวายพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยไม่ถือเป็นวันลา
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ข้าราชการทุกประเภท พนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราว ของส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ และพนักงานรัฐวิสาหกิจ ลาเข้าร่วมโครงการบรรพชาอุปสมบทเพื่อถวายพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงโดยไม่ถือเป็นวันลา
ตามที่สำนักนายกรัฐมนตรี โดยสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เสนอ
สาระสำคัญของเรื่อง
ด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงเสด็จสวรรคต
เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2568 สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีร่วมกับวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ กรุงเทพมหานคร วัดสุวรรณภูมิพุทธชยันตี จังหวัดสมุทรปราการ วัดไทยพุทธคยา สาธารณรัฐอินเดียและคณะพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย - เนปาล ดำเนินโครงการบรรพชาอุปสมบทเพื่อถวายพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยกำหนดเป้าหมายผู้เข้าร่วมอุปสมบท ประกอบด้วย ข้าราชการทุกประเภท พนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างจ้างชั่วคราวของส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ พนักงานรัฐวิสาหกิจ จากทุกกระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จำนวน 93 รูป ระหว่างวันที่ 1 - 15 มีนาคม 2569 รวม 15 วัน ณ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ กรุงเทพมหานคร วัดสุวรรณภูมิพุทธชยันตี จังหวัดสมุทรปราการ วัดไทยพุทธคยา เมืองคยา รัฐพิหาร และพุทธสังเวชนียสถาน สาธารณรัฐอินเดีย และสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาล เพื่อให้ผู้อุปสมบทได้แสดงความจงรักภักดี สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและได้ศึกษาเรียนรู้หลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนา พร้อมทั้งปฏิบัติธรรมถวายเป็นพระราชกุศล นอกจากนี้ ยังเป็นการสืบทอดพระพุทธศาสนา ให้คงอยู่สืบไป ทั้งนี้ สำหรับค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการบรรพชาอุปสมบทฯ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี โดยสำนักงานเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติรับผิดชอบดำเนินโครงการบรรพชาอุปสมบทฯ โดยใช้งบประมาณรายจ่ายของสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี จำนวน 12,000,000 บาท (สิบสองล้านบาทถ้วน) โดยมีรายละเอียด
การดำเนินการโครงการบรรพชาอุปสมบทฯ ดังนี้
|
ลำดับที่ |
กิจกรรม |
ระยะเวลาดำเนินโครงการฯ |
|
1 |
การรับสมัครเข้าร่วมโครงการบรรพชาอุปสมบทฯ |
วันที่ 28 มกราคม - วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 |
|
2 |
การพิจารณาคัดเลือกและตรวจสอบคุณสมบัติ |
เดือนกุมภาพันธ์ 2569 |
|
3 |
การประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการบรรพชาอุปสมบทฯ |
เดือนกุมภาพันธ์ 2569 |
|
4 |
การเตรียมการบรรพชาอุปสมบทฯ จัดหาเครื่องอัฐบริขาร การขอมติคณะรัฐมนตรี โดยไม่ถือเป็นวันลา ฯลฯ |
เดือนมกราคม - มีนาคม 2569
|
|
5 |
การจัดพิธีปลงผม/พิธีรับมอบผ้าไตร (โดยมีการรายงานตัวในวันจันทร์ที่ 2 มีนาคม 2569) |
วันที่ 3 มีนาคม 2569
|
|
6 |
พิธีบรรพชาอุปสมบท/พิธีถวายบาตร |
วันที่ 4 - 5 มีนาคม 2569 |
|
7 |
ศึกษาและปฏิบัติธรรม |
วันที่ 6 - 14 มีนาคม 2569 |
|
8 |
พิธีลาสิกขาบท |
วันที่ 15 มีนาคม 2569 |
โดยที่ในหลักการ ข้าราชการซึ่งประสงค์จะลาอุปสมบทในพระพุทธศาสนาให้เสนอหรือจัดส่งใบลาต่อผู้บังคับบัญชาตามลำดับจนถึงผู้มีอำนาจพิจารณาหรืออนุญาตตามนัย ข้อ 29 วรรคหนึ่ง แห่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการลาของข้าข้าราชการ พ.ศ. 2555 ซึ่งในระเบียบดังกล่าวมิได้กำหนดจำนวนครั้งและจำนวนวันในการลาอุปสมบทที่ข้าราชการจะลาได้แต่ประการใด แต่ได้กำหนดให้การได้รับเงินเดือนระหว่างการลา ให้เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกาเกี่ยวกับการจ่ายเงินเดือน เงินปี บำเหน็จ บำนาญ และเงินอื่นในลักษณะเดียวกันไว้ตามนัย
ข้อ 16 แห่งระเบียบดังกล่าว ซึ่งตามมาตรา 31 แห่งพระราชกฤษฎีกาการจ่ายเงินเดือน เงินปี บำเหน็จ บำนาญ และเงินอื่นในลักษณะเดียวกัน พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2555 ได้กำหนดให้ข้าราชการที่ลาอุปสมบทจะได้รับเงินเดือนระหว่างลาได้ไม่เกิน 120 วัน สำหรับการลาอุปสมบทในครั้งแรกนับแต่เริ่มรับราชการ
โดยไม่นับรวมการอุปสมบทที่คณะรัฐมนตรีมีมติกำหนดไม่ให้ถือเป็นวันลาของข้าราชการ ดังนั้น เพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการบรรพชาอุปสมบทฯ ได้ศึกษาหลักธรรมคำสั่งสอน ตามหลักพระพุทธศาสนา รวมถึงแสดงความจงรักภักดีและความสำนึกในพระมหาหากรุณาธิคุณด้วยการบำเพ็ญคุณความดี ปฏิบัติธรรมถวายเป็นพระราชกุศล จึงเห็นควรส่งเสริมให้ข้าราชการทุกประเภท พนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราว ของส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ และพนักงานรัฐวิสาหกิจ ที่มีความประสงค์จะอุปสมบทถวายพระราชกุศล มีโอกาสเข้าร่วมอุปสมบทโดยทั่วกัน โดยให้ได้รับสิทธิในการเข้าร่วมอุปสมบทเป็นกรณีพิเศษ โดยไม่ถือเป็นวันลา เสมือนเป็นการปฏิบัติราชการและได้รับเงินเดือน ปกติจึงต้องเสนอคณะรัฐมนตรีมีมติให้ความเห็นชอบให้ข้าราชการทุกประเภท พนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราว ของส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ และพนักงานรัฐวิสาหกิจ ลาเข้าร่วมอุปสมบทถวายพระราชกุศลในครั้งนี้ได้โดยไม่ถือเป็นวันลาเสมือนเป็นการปฏิบัติราชการและได้รับเงินเดือนตามปกติ เพื่อเป็นการยกเว้นการปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการลาของข้าราชการฯ และเป็นไปตามเงื่อนไขของมาตรา 31 แห่งพระราชกฤษฎีกาการจ่ายเงินเดือนฯ
ประโยชน์และผลกระทบ
1. เพื่อให้ผู้ที่เคยลาอุปสมบทระหว่างรับราชการมาแล้ว ก็สามารถลาบรรพชาอุปสมบทถวายพระราชกุศลครั้งนี้ได้อีก และจะได้รับเงินเดือนตามตามปกติในระหว่างการลา
2. เพื่อให้ผู้ที่ไม่เคยลาอุปสมบทระหว่างรับราชการมาก่อน และได้ลาบรรพชาอุปสมบทถวายพระราชกุศลในครั้งนี้ จะได้รับเงินเดือนตามปกติในระหว่างการลา กับจะไม่เสียสิทธิในการลาอุปสมบทที่จะได้รับเงินเดือนระหว่างการลาในอนาคต
|
ต่างประเทศ |
9. เรื่อง รายงานผลการจัดสถานะการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาไทยตามกฎหมายการค้าสหรัฐฯ มาตรา 301พิเศษ (Special 301) ประจำปี พ.ศ. 2568
คณะรัฐมนตรีรับทราบผลการจัดสถานะของไทย ตามรายงานผลการจัดสถานะการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาไทยตามกฎหมายการค้าสหรัฐอเมริกา (สหรัฐฯ) มาตรา 301 พิเศษ (รายงานการจัดสถานะฯ) (Special 301)1 ประจำปี พ.ศ. 2568 ตามที่กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เสนอ
สาระสำคัญ
1. ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ได้จัดทำรายงานการจัดสถานะฯ เป็นประจำทุกปีและประกาศผลในช่วงปลายเดือนเมษายน โดยแบ่งสถานะการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศคู่ค้าออกเป็น 3 กลุ่ม 2 ได้แก่ (1) ประเทศที่มีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญามากที่สุด (Priority Foreign Country: PFC) (2) ประเทศที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษ (Priority Watch List: PWL) และ (3) ประเทศที่ต้องจับตามอง (Watch List: WL) นอกจากนี้ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ได้จัดทำรายงานรายชื่อตลาดที่มีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาสูง (Notorious Markets for Counterfeiting and Piracy: Notorious Markets) (รายงานรายชื่อตลาดฯ) ของรอบปีก่อนหน้าด้วย โดยที่ผ่านมาระหว่างปี 2550-2560 ไทยถูกจัดให้อยู่ในบัญชีประเทศที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษมาโดยตลอด จนกระทั่งเมื่อวันที่
15 ธันวาคม 2560 ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ได้ปรับสถานะของไทยให้ดีขึ้นจากบัญชีประเทศที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษเป็นบัญชีประเทศที่ต้องจับตามองจากนั้นเป็นต้นมา3
2. พัฒนาการและความคืบหน้าการดำเนินการของไทย ซึ่งสหรัฐฯ แสดงความพึงพอใจต่อนโยบายและผลการดำเนินการด้านทรัพย์สินทางปัญญาของไทยที่สำคัญ ดังนี้
1) การเผยแพร่ร่างพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. .... เมื่อเดือนธันวาคม 2567 ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงกระบวนการจดทะเบียนสิทธิบัตร เพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการตรวจสอบสิทธิบัตร แก้ไขปัญหางานจดทะเบียนค้างสะสม และเตรียมความพร้อมในการเข้าเป็นภาคีความตกลงกรุงเฮกว่าด้วยการจดทะเบียนการออกแบบผลิตภัณฑ์ระหว่างประเทศ (Hague Agreement Concerning the International Registration of Industrial Designs)
2) การเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เพื่อรองรับการเข้าเป็นภาคีสนธิสัญญาว่าด้วยการแสดงและสิ่งบันทึกเสียงขององค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO Performances and Phonograms Treaty: WPPT)
3) การปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา เช่น (1) การพัฒนาความร่วมมือที่ดีระหว่างเจ้าของสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญากับเจ้าหน้าที่ตำรวจและกรมศุลกากรที่มีมาอย่างต่อเนื่อง (2) การตรวจยึดของกลางที่เพิ่มขึ้นและความสำเร็จของระบบฐานข้อมูลเครื่องหมายการค้าและลิขสิทธิ์ของกรมศุลกากร (Thai Customs IPR Recordation System) ซึ่งจัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2565 เพื่อรองรับการยื่นคำขอแจ้งข้อมูลเครื่องหมายการค้าและลิขสิทธิ์ผ่านช่องทางออนไลน์ และ (3) การดำเนินการตามแผนการดำเนินงานระหว่างกรมทรัพย์สินทางปัญญากับกองบังคับการปราบปรามสินค้าการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการป้องปรามสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา
4) การออกเครื่องหมายรับรอง โดยในปี 2568 กรมทรัพย์สินทางปัญญาให้สิทธิแก่องค์กรจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ (Collective Management Organization: CMO) ที่ปฏิบัติตามหลักปฏิบัติที่ดีในการบริหารการจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์เพลง (Voluntary Code of Conduct) ในการใช้เครื่องหมายรับรองดังกล่าว
3. การดำเนินการที่ผ่านมา กรมทรัพย์สินทางปัญญาและผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ได้ร่วมกันจัดทำแผนงานด้านทรัพย์สินทางปัญญา (Thailand Intellectual Property Work Plan: IP Work Plan) เพื่อระบุแนวทางการดำเนินงานที่จะนำไปสู่การถอดไทยจากบัญชีประเทศที่ต้องจับตามอง ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติ (27 พฤษภาคม 2568) เห็นชอบแล้ว นอกจากนี้ กรมทรัพย์สินทางปัญญาในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการนโยบายทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติ (คทป.) ได้จัดทำแผนพัฒนาด้านทรัพย์สินทางปัญญา พ.ศ. 2569-2570 (แผนพัฒนา) เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้เป็นแนวทางในการดำเนินการตาม IP Work Plan ได้อย่างเป็นรูปธรรม และผลักดันให้ไทยหลุดจากบัญชีประเทศที่ต้องจับตามอง ซึ่ง คทป. ในคราวการประชุมเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2568 มีมติเห็นชอบแผนดังกล่าวแล้ว ทั้งนี้ กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้แจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับทราบแผนพัฒนาฯ และขอความร่วมมือดำเนินการขับเคลื่อนแผนตามบทบาทภารกิจของหน่วยงานให้เกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป
4. พณ. โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา จะดำเนินการติดตามและรวบรวมข้อมูลความคืบหน้าการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามแผนพัฒนาฯ เพื่อผลักดันการปฏิบัติตาม IP Work Plan ให้สำเร็จลุล่วงต่อไป
______________
1มาตรา 301 พิเศษ เป็นมาตรการฝ่ายเดียว (unilateral measure) ที่กำหนดให้มีการประเมินและจัดสถานะของประเทศคู่ค้าที่ไม่ได้ให้การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของสหรัฐฯ อย่างมีประสิทธิภาพเพียงพอ เป็นเครื่องมือ
ทางนโยบายต่างประเทศที่สำคัญของสหรัฐฯ ในการกดดันให้ประเทศคู่ค้าปรับปรุงกฎหมายและการบังคับใช้สิทธิ
ในทรัพย์สินทางปัญญาให้สอดคล้องกับมาตรฐานสหรัฐฯ
2การจัดอันดับดังกล่าวประเมินจากรายงาน National Trade Estimate (NTE) ซึ่งรวบรวมข้อคิดเห็นจากภาคส่วนต่าง ๆ โดยเฉพาะภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมของสหรัฐฯ เช่น อุตสาหกรรมบันเทิง สมาคมยา หอการค้าสหรัฐฯ ที่มีการเรียกร้องว่าไม่ได้รับการคุ้มครองทางทรัพย์สินทางปัญญาในประเทศคู่ค้าอย่างเพียงพอ
3คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2561 รับทราบการปรับสถานะจากบัญชีประเทศที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษ
เป็นบัญชีประเทศที่ต้องจับตามอง และมอบหมายหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาภายใต้คณะอนุกรรมการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ดำเนินการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างจริงจังและต่อเนื่องต่อไป
10. เรื่อง ผลการประชุมเวทีหารือทางการเมืองระดับสูงว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน (High – level Political Forum on Sustainable Development: HLPF) ประจำปี ค.ศ. 2025 และแนวทางการขับเคลื่อนวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2030 ของไทย
คณะรัฐมนตรีรับทราบและเห็นชอบตามที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เสนอ ผลการประชุมเวทีหารือทางการเมืองระดับสูงว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน ประจำปี ค.ศ. 2025 (ปี พ.ศ. 2568) (High - level Political Forum on Sustainable Development: HLPF) และการนำเสนอรายงานผลการดำเนินการตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนภายใต้วาระการพัฒนาที่ยังยืน ค.ศ. 2030 (ปี พ.ศ. 2573) ระดับชาติโดยสมัครใจ (Voluntary National Review: VNR) ของประเทศไทย (รายงาน VNR) และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ดังนี้
1. ให้ทุกหน่วยงานเร่งรัดการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2559 เรื่อง ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืนเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน ค.ศ. 2030 โดยน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวทาง และมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2560 เรื่อง ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางขับเคลื่อนวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2030 ของประเทศไทย
2. ให้ทุกหน่วยงานเผยแพร่รายงาน VNR ของไทยฉบับปี ค.ศ. 2025 แก่ภาคส่วนต่าง ๆ
เพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) และส่งเสริมบทบาทและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อน SDGs โดยเฉพาะภาคประชาสังคม ภาควิชาการ และภาคธุรกิจ เพื่อบูรณาการร่วมมือเพื่อการพัฒนาให้เข้มแข็งขึ้นและสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและความรู้สึกเป็นเจ้าของในการขับเคลื่อน SDGs โดยเฉพาะในระดับพื้นที่และในหมู่เยาวชน
3. ให้หน่วยงานไทยที่เกี่ยวข้องพิจารณาดำเนินการตามข้อค้นพบจากรายงาน VNR ของไทยฉบับปี ค.ศ. 2025 และต่อยอดข้อเสนอแนะสำหรับการเร่งรัดการดำเนินการในช่วง 5 ปีที่เหลือ (ค.ศ. 2026 - 2030) และรายงานคณะรัฐมนตรีทราบต่อไป
สาระสำคัญของเรื่อง
เรื่องนี้กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ได้นำเสนอคณะรัฐมนตรีรับทราบผลการประชุมเวทีหารือทางการเมืองระดับสูงว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน ประจำปี ค.ศ. 2025 (ผลการประชุมฯ) และรายงานผลการดำเนินการตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนภายใต้วาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2030 ระดับชาติ โดยสมัครใจ (Voluntary National Review: VNR) ของประเทศไทย ระหว่างวันที่ 14 - 23 กรกฎาคม 2568 ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นิวยอร์ก เพื่อติดตามและทบทวนความคืบหน้าการดำเนินการตามวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2030 โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในขณะนั้น (นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์) เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนและมีผู้แทนจากหน่วยงานอื่น ๆ เข้าร่วมการประชุมดังกล่าว ซึ่งสาระสำคัญของผลการประชุมฯ ครอบคลุมประเด็นต่าง ๆ เช่น 1) การรับรองร่างปฏิญญาระดับรัฐมนตรีของการประชุมเวทีหารือทางการเมืองระดับสูงว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน ประจำปี ค.ศ. 2025 ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบแล้วเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2568 2) การหารือเชิงลึกเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยที่ประชุมฯ เห็นว่า การดำเนินการของประเทศต่าง ๆ ในปัจจุบันยังไม่สามารถส่งผลให้โลกบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ในปี ค.ศ. 2030 เนื่องจากอุปสรรคหลายปัจจัย เช่น การขาดเจตจำนงทางการเมือง การขาดแคลนเงินทุน การขาดขีดความสามารถและทรัพยากร รวมถึงวิกฤตที่เชื่อมโยงกันหลายมิติ เช่น ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเงินเฟ้อ 3) การรายงาน VNR ของประเทศไทย [คณะรัฐมนตรีเห็นชอบเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2568] โดยมีประเด็นสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ (1) การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงสถิติเพื่อสะท้อนความคืบหน้าการดำเนินการตาม SDGs ของไทยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (2) การนำเสนอแนวปฏิบัติที่ดีในการขับเคลื่อน SDGs และ (3) การวิเคราะห์ความท้าทายและแนวทางการเร่งรัดการดำเนินการในช่วง 5 ปีที่เหลืออยู่ของวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2030 ในการนี้ กต. จึงได้ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดดำเนินการขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืนเพื่อบรรลุ SDGs ภายในปี ค.ศ. 2030 รวมทั้งดำเนินการตามข้อค้นพบในรายงาน VNR ดังกล่าว และรายงานคณะรัฐมนตรีทราบต่อไป
ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่า กรณีไม่มีประเด็นที่ต้องพิจารณาเกี่ยวกับการเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและไม่มีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไปตามมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย คณะรัฐมนตรีจึงพิจารณารับทราบและมอบหมายให้หน่วยงานดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องได้ตามที่เห็นสมควร
|
แต่งตั้ง |
11. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ(กระทรวงศึกษาธิการ)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเสนอแต่งตั้ง นางพวงทอง ศรีวิลัย ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนัก (ผู้อำนวยการสูง)
สำนักเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน (นักวิชาการศึกษาทรงคุณวุฒิ) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ ตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน 2568 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ และรองนายกรัฐมนตรี (ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป
12. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงการต่างประเทศ)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เสนอแต่งตั้งนางวรพรรณี ดำรงมณี ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง รองอธิบดีกรมการกงสุล ให้ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์ สาธารณรัฐสิงคโปร์ เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป ซึ่งการแต่งตั้งข้าราชการให้ไปดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตประจำต่างประเทศดังกล่าว ได้รับความเห็นชอบจากประเทศผู้รับ และนายกรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
13. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เสนอแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง จำนวน 2 คน แทนกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเดิมที่พ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระเนื่องจากมีอายุครบเจ็ดสิบปีบริบูรณ์ ดังนี้
1. นายอภิชาติ รัตนราศรี กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการบริหารงบประมาณ
2. นางชุติมา หาญเผชิญ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านบริหารจัดการ
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป โดยให้ผู้ได้รับแต่งตั้งแทนตำแหน่งที่ว่าง
อยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการซึ่งได้รับแต่งตั้งไว้แล้ว ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
14. เรื่อง แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เสนอแต่งตั้ง นางพวงทอง อ่อนอุระ เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ด้านกฎหมาย) ในคณะกรรมการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร แทน นายสรรเสริญ อัจจุตมานัส กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ด้านกฎหมาย) เดิมที่พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากมีอายุครบเจ็ดสิบปีบริบูรณ์
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป และให้ผู้ได้รับแต่งตั้งแทนตำแหน่งที่ว่างอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของผู้ซึ่งตนแทน ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า) ได้พิจารณาเห็นชอบด้วยแล้ว
15. เรื่อง แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบันการบินพลเรือน (กระทรวงคมนาคม)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงคมนาคม (คค.) เสนอแต่งตั้ง นายวิน ธนพชรโภคิน เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบันการบินพลเรือน แทน นายธนันท์วรุตม์ ลิ้มทรงพรต กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเดิมที่พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากขอลาออก
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป และผู้ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งแทนอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการซึ่งได้แต่งตั้งไว้แล้ว ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
16. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแทนกรรมการที่ลาออกในคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอแต่งตั้ง นายณวิทย์ อ่องแสวงชัย เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านอนุรักษ์ศิลปกรรม/ภูมิสถาปัตย์และสิ่งแวดล้อมเมือง (ภาคเอกชน) ในคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติแทนกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเดิมที่พ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระเนื่องจากลาออก
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป โดยให้ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งแทนอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่ตนแทน ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายสุชาติ ชมกลิ่น) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
17. เรื่อง การแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (กระทรวงพาณิชย์)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เสนอแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา รวม 6 คน เนื่องจากประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเดิมได้ดำรงตำแหน่งครบวาระสามปี ดังนี้
1. ศาสตราจารย์สมคิด เลิศไพฑูรย์ ประธานกรรมการ
2. นางถวิลวดี บุรีกุล กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
3. รองศาสตราจารย์พีระ เจริญพร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
4. นายมนตรี มหาพฤกษ์พงศ์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
5. นายอวยชัย รางชัยกุล กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
6. ผู้ช่วยศาสตราจารย์อาร์ม ตั้งนิรันดร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
ที่มา : https://www.thaigov.go.th/th/news/161290